ฝนหลวง: โครงการทำฝนเทียมอายุ 70 ปีที่ทำให้ฝนตกได้ตามสั่ง

ฝนหลวง: ประวัติและวิธีการของโครงการทำฝนเทียมไทย | RainViewer Blog

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนภาคอีสานซึ่งกำลังเผชิญภัยแล้งรุนแรง พระองค์ทรงสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ แต่ฝนกลับไม่ตกลงมาสักหยด จุดนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการทำฝนเทียม ซึ่งต่อมากลายเป็นโครงการฝนหลวง โครงการพระราชดำริที่ยังคงใช้งานจริงมาจนถึงวันนี้ เจ็ดสิบกว่าปีให้หลัง

เรดาร์ฝนแบบเรียลไทม์เหนือกรุงเทพฯ ในแอป RainViewer

จากแนวคิดสู่การทดลองจริงใช้เวลา 14 ปี

พระองค์ทรงมีแนวคิดสองทาง หนึ่งคือการสร้างฝายเก็บน้ำ สองคือการหาวิธีดึงน้ำจากเมฆลงมา แนวทางที่สองนี้เองที่นำไปสู่การศึกษาวิจัยด้านอุตุนิยมวิทยาและเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศอย่างจริงจัง โดยทรงมอบหมายให้หม่อมราชวงศ์เดชะไดคุล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเกษตร ทำการค้นคว้าเทคนิคจากหลายประเทศ ทั้งออสเตรเลียและอิสราเอล

การทดลองจริงครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2512 ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เครื่องบินเล็กโปรยน้ำแข็งแห้งเหนือกลุ่มเมฆ และภายในเวลาเพียง 15 นาที ฝนก็เริ่มตกลงมา นั่นคือช่วงเวลาที่พิสูจน์ว่าแนวคิดที่ใช้เวลาศึกษานานถึง 14 ปีสามารถทำได้จริง

การทดลองทำฝนเทียมครั้งแรกที่เขาใหญ่เมื่อปี 2512 ใช้เครื่องบินโปรยน้ำแข็งแห้งเหนือกลุ่มเมฆ และฝนเริ่มตกลงมาภายในเวลาเพียง 15 นาที

สามขั้นตอนที่ยังใช้อยู่จนถึงวันนี้

เทคนิคฝนหลวงที่พัฒนาต่อมาแบ่งออกเป็นสามขั้นตอนหลัก ขั้นแรกคือ “ก่อกวน” ใช้เกลือและสารเคมีอื่นเพื่อกระตุ้นการก่อตัวของเมฆและดึงดูดความชื้น ขั้นที่สองคือ “ก่อเลี้ยง” โปรยแคลเซียมคลอไรด์เพื่อกระตุ้นการรวมตัวของหยดน้ำในเมฆให้ใหญ่ขึ้น และขั้นสุดท้ายคือ “โจมตี” โปรยส่วนผสมของเกลือและยูเรียเพื่อกระตุ้นให้เมฆที่อิ่มตัวแล้วปล่อยฝนลงมาจริง

ปี 2535 โครงการนี้ได้รับการยกระดับเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรอย่างเป็นทางการ ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกรไทยกว่า 82% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดยังคงพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้โครงการนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาภัยแล้งจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ในประวัติศาสตร์

เงื่อนไขที่ทำให้ฝนหลวงใช้ไม่ได้ทุกที่ทุกเวลา

แม้เทคนิคฝนหลวงจะพัฒนามาไกลจากปี 2512 แต่มันไม่ใช่เวทมนตร์ที่สร้างฝนจากอากาศแจ่มใสได้ ต้องมีเมฆที่มีความชื้นสะสมอยู่แล้วในระดับหนึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น นักบินฝนหลวงจึงต้องบินสำรวจสภาพเมฆก่อนตัดสินใจปฏิบัติการทุกครั้ง หากท้องฟ้าแจ้งจัดไม่มีเมฆเลย การทำฝนเทียมก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้เทคนิคใดก็ตาม นี่คือข้อจำกัดที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิด คิดว่าฝนหลวงสามารถสร้างฝนได้ในทุกสถานการณ์

ความสำเร็จของแต่ละภารกิจจึงขึ้นอยู่กับการอ่านสภาพอากาศให้แม่นยำ ทั้งความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ทิศทางลม และความสูงของฐานเมฆ ข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวันต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ทุกครั้ง ไม่สามารถใช้แผนเดียวซ้ำได้ตลอด

ทำไมเรื่องนี้ยังสำคัญกับคนที่ไม่ได้ทำเกษตร

ฝนหลวงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเมฆที่มองเห็นบนท้องฟ้าไม่ใช่แค่สิ่งที่รอคอยแบบเฉื่อยชา แต่มีเงื่อนไขความชื้นและอุณหภูมิที่กำหนดว่าจะกลายเป็นฝนได้หรือไม่ หลักการเดียวกันนี้เองที่ทำให้การติดตามกลุ่มเมฆแบบเรียลไทม์มีประโยชน์สำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่แค่นักบินฝนหลวง เพราะกลุ่มเมฆที่ดูเหมือนจะกลายเป็นฝนก็อาจสลายไปเฉย ๆ ได้เช่นกัน หากเงื่อนไขไม่ครบ

RainViewer แสดงข้อมูลเรดาร์ย้อนหลัง ทำให้เห็นได้ว่ากลุ่มเมฆก้อนหนึ่งก่อตัวและเคลื่อนตัวอย่างไรก่อนจะกลายเป็นฝนจริง หรือสลายไปโดยไม่ตกลงมา

เทคนิคที่ยังคงพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

แม้หลักการพื้นฐานสามขั้นตอนจะยังคงเดิม แต่รายละเอียดของสารเคมีและวิธีการโปรยได้รับการปรับปรุงมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2535 นักวิจัยของสำนักฝนหลวงยังคงศึกษาต่อเนื่องเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในสภาพอากาศที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในพื้นที่ภูเขาซึ่งมีกระแสลมซับซ้อน และพื้นที่ราบซึ่งความชื้นมักกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ

เทคนิคของไทยยังถูกนำไปแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศในบางโอกาส แม้จะยังคงเป็นสูตรเฉพาะของไทยที่พัฒนาขึ้นจากเงื่อนไขภูมิอากาศเขตร้อนโดยเฉพาะ ซึ่งอาจไม่ได้ผลเช่นเดียวกันในภูมิอากาศแบบอื่นที่มีความชื้นและอุณหภูมิต่างออกไป

ติดตามฝนแบบเดียวกับที่นักบินฝนหลวงทำ

นักบินฝนหลวงต้องเลือกก้อนเมฆที่เหมาะสมก่อนจะโปรยสารเคมี การตัดสินใจนั้นอาศัยความเข้าใจว่าเมฆก้อนไหนกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่จะกลายเป็นฝน หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับคนทั่วไปที่อยากรู้ว่าฝนที่เห็นบนท้องฟ้าจะตกจริงหรือไม่

RainViewer แสดงข้อมูลเรดาร์แบบเรียลไทม์และย้อนหลัง ให้เห็นการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝนก่อนตัดสินใจออกจากบ้าน

สำรวจบทความอื่นๆ
โลโก้ RainViewer RainViewer